Loading...

ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ผู้ที่เคยมีชีวิตหรูหรา แต่ชีวิตพลิกผันกลายเป็นต้องแบกหนี้หลักพันล้าน หลังกัดฟันสู้ จนตัดสินใจ ย้ายมาสู่สระแก้ว คุณพ่อของท่านทิ้งที่ดินไว้ร่วม 90 ไร่ และแย่งที่ให้น้องๆ และส่วนตัวเองขอเช่าที่ทำการเกษตรแทน อาจารย์ลงมือปลูกต้นไม้ โดยใช้ทั้งหลักวิชาการและวิชาเกินบนเนื้อที่ 50 ไร่ ส่วนที่เหลือเก็บไว้ปลูกข้าว และพืชผักอื่นๆ

ผ่านไปแค่ 8 ปี มีคนมาขอซื้อไม้ยกสวน 20 ล้านบาท ณ วันนี้พื้นที่สวนป่ากลายเป็น “ศูนย์การฝึกปฏิบัติงานวนเกษตรเขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว” เป็นแหล่งเรียนรู้อาชีพการทำเกษตรที่ยึดหลักไม่เบียดเบียนคนอื่น

รายได้ที่หาได้ก็เกิดจากการมีที่ดิน ถ้าเรามีแค่ไหนก็ปลูกตามกำลัง ไม่มีก็ขอเช่า ท่านแนะนำให้ปลูกไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก, พะยุง, มะค่าโมง, แดง, มะฮอกกานี, ยางนา, ยมหอม, ตะกู, ชิงชัง, มะริด, กันเกรา, ตะเคียน, ประดู่, เคี่ยม, หลุมพอ, ตะแบก, กฤษณา, มะขามป้อมป่า, มะหาด, พะยอม, จำปาป่า, กระถินเทพา ฯลฯ ประเภทไม้เหล่านี้ มีทั้งไม้โตช้า โตปานกลาง และไม้โตเร็ว ไม้โตเร็วจะเป็นไม้เนื้ออ่อน เช่น ตะกู กระถินเทพา ยูคาลิปตัส ฯลฯ

โดยการปลูกมี 2 รูปแบบ คือ

  1. ปลูกตามทฤษฎีวิชาการ วิธีนี้จะกำหนดระยะห่างในการปลูก มีหลักภูมิทัศน์ที่แน่ชัด ต้นไหนควรปลูกอยู่ส่วนไหนของแปลง
  2. ทฤษฎีวิชากูรู คือปลูกคละกันไปเอาตามที่ถนัด เพราะจริงๆ แล้วป่าที่เกิดขึ้นเองก็ไม่ได้ยึดหลักวิชาการอะไร แค่เบียดๆ กันไป มันก็โตของมันได้ตามธรรมชาติ

ยิ่งถ้าเราเริ่มปลูกต้นไม้ ใบไม้เอาไปต่อยอดไปเป็นดินเป็นปุ๋ย จุดกำเนิดคือการปลูกต้นไม้ ถ้าไม่มีต้นไม้ ไม่มีสิทธิ์ต่อยอดอะไรได้เลย

ท่ายังเล่าอีกว่ามีคนจาก 35 ประเทศมาดูแปลงผม ฝรั่งคิดว่ามันแน่ คิดว่าฉลาด มันไปปลูกที่ละพัน Rotate ไปเรื่อย ตัดทีละแปลง แล้วปลูกใหม่ 5-10 ปีตัด แต่มันโตไม่ทันกัน เป็นหย่อมเหมือนทะเลทราย แต่ผมปลูกไม้โตเร็วโตกลางโตช้าในแปลงเดียวกัน ต้นไหนใหญ่ตัดออกไปแปรรูป กิ่งก้านไปเผาถ่าน ทำเฟอร์นิเจอร์สร้างบ้าน ขายได้ ผมมีออเดอร์วันละ 10 ต้น ผมปวดหัวว่าจะทำอย่างไร เพราะไม้ผมถูกกฎหมาย กระถินเทพาผมขายต้นละหมื่น ผมแปรรูปขายได้ราคากว่า มีคนมาซื้อผมทั้งแปลงให้ 20 ล้าน ผมไม่ขาย”

“ของผมมีเป้าหมายการปลูกต่างกับพ่อเลี่ยม (เลี่ยม บุตรจันทา) ผมปลูกเพื่อตัด แต่พ่อเลี่ยมปลูกเพื่อให้เป็นป่าให้มีสรรพสิ่งที่เป็นสมุนไพรขึ้นตามมา ไม่ใช่เพื่อตัด แต่ของผมเพื่อตัด ผมแฝงเรื่องเศรษฐกิจเข้าไปด้วย แต่หลักการเบื้องต้นจะต้อง “ไม่มีรายจ่าย” หรือลดรายจ่ายให้ได้มากที่สุด

อันดับแรก ให้คิดก่อนว่าต้องไม่มีรายจ่าย ถ้าปลูกผักให้มีกินครบ 3 มื้อ เท่ากับแทบไม่ต้องซื้ออาหารกิน ยกเว้นอยากกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์บ้างในบางครั้ง หรืออาจต้องซื้อของใช้จำเป็นบ้าง

คราวนี้มาลำดับการทำอาชีพวนเกษตรจริงๆ

1.ไม้ที่ปลูกไปสักระยะหนึ่ง หรือเริ่มโตขึ้นจะเริ่มมีกิ่งก้านสาขา ก็ให้เริ่มตัดแต่งกิ่งที่เกะกะออก แล้วนำไปเผา “ถ่าน” ทำไม่ยาก ก็แค่สร้างเตาเผา แล้วเอาไม้เหล่านี้ หรือไปหาเศษไม้เหลือใช้ในบริเวณใกล้เคียงมาเผา และผลิตถ่านขาย เตาเผาในสวน ดร.เกริก ขายกระสอบละ 200 บาท เดือนหนึ่งเผาได้ 100 กระสอบก็จะมีรายได้ 20,000 บาท (กรณีมีไม้ให้เผามาก)

2.ต่อมาต้นไม้ที่โตขึ้นเรื่อยๆ จะเริ่มทิ้งใบร่วงลงพื้น ไม่ต้องไปคิดเรื่องการกำจัดมันอย่างไร แค่กวาดมารวมกันเป็นกองๆ แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์เพื่อนำไปใช้ใส่นาข้าว สวนพืชผักที่ปลูกไว้ นี่คือการเกษตรออแกนนิกส์ของแท้ 100% ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีในทุกขั้นตอน (เว้นแต่ที่ดินอยู่ติดโรงงานอุตสาหกรรมอาจจะไม่ออแกนนิกส์ 100% เพราะน้ำใต้ดินไม่บริสุทธิ์) ผลิตปุ๋ยใช้เองแล้ว ยังผลิตเพื่อจำหน่าย ที่สวนอาจารย์เกริกขายกระสอบละ 40 บาท ถ้าปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดก็จะแพงขึ้นไปอีก ถ้าขายได้ครั้งละ 50 กระสอบต่อเดือน ก็จะมีรายได้ 2,000 บาท หรือมากกว่านั้น ต้นทุนถ้าจะมีก็แค่ค่ากระสอบปุ๋ย ซึ่งก็ไม่ได้มากมาย

  1. ต้นไม้โตไปอีกอาจจะระยะ 5-10 ปี คราวนี้ไม้บางชนิดจะเริ่มออกหน่อ ขยายพันธุ์ด้วยราก และบางชนิดก็ดอกออกผล ปล่อยลูกร่วงลงดิน เที่ยวนี้ก็จะเริ่มสร้างรายได้อีกรูปแบบ นั่นก็คือการขยายพันธุ์ไม้ ต้นไม้ชนิดไหนขยายพันธุ์ผ่านรากก็ขุดมาใส่ถุงชำ ชนิดไหนผลร่วงลงมาก็นำผลมาเพาะชำกล้าไม้ใส่ถุงเอาไว้ขายได้อีกต่อ จะเอาไปขายหน้าสวน หน้าบ้านตัวเอง หรือนำไปวางขายริมถนนก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน

ซึ่งลองดูจากร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ก็ได้ว่าต้นไม้แต่ละชนิดเขาขายกันที่เท่าไหร่ ถ้าขายพันธุ์บางต้นได้ต้นละ 10 บาท รวม 50 ต้นต่อเดือน 500 บาท ขายได้มากรายได้ก็เพิ่มตาม เมื่อรวมรายได้จากการทำนาข้าวกล้องแบบอินทรีย์ที่ใช้ปุ๋ยผลิตจากสวนป่า แต่ละปีนอกจากจะมีข้าวกินแล้ว ยังมีของขายตลอดปีได้อีกด้วย

4.ไฮไลต์ปลูกต้นไม้ไว้ใช้หลังเกษียณ “บ้านสวนออนซอน” วนเกษตร เพื่อชีวิต และสิ่งแวดล้อม ของ “พ่อเลี่ยม” ปราชญ์แห่งบ้านนาอีสาน ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ถือเป็น “ต้นแบบความร่ำรวยหลังเกษียณ” พ่อเลี่ยมถอดบทเรียนจากชีวิตที่มีหนี้ล้นพ้นตัว หนีดินแดนอีสานมาปักที่ ต.ท่ากระดาน เพราะการทำเกษตรเชิงเดี่ยว กว่าจะเริ่มคิดได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่โชคดีได้เข้าไปเป็นศิษย์ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เก็บเกี่ยวองค์ความรู้ทุกซอกมุม

จากทั้งแนวคิด ดร.เกริก และพ่อเลี่ยม อาจเริ่มต้นถามตัวเองว่าตัวอายุเท่าไหร่ ถ้าคิดจะเริ่มต้นจะปลูกป่าก็ให้บวกระยะเวลาเข้าไป 10-20 ปี เช่น นาย ก. ประกอบอาชีพวิศวกร, เสมียน, นักบัญชี, หรือจะเป็นชาวสวน ชาวบ้านธรรมดาสามัญ เมื่อลงมือปลูกขณะอายุ 35 ปี (อายุขนาดนี้ไม่มีเงินเก็บซะที) บวก 20 ปีอายุก็แค่ 55 ปี

สมมติปลูกไว้ 3,000 ต้น โดยไม่ตายเลยหรือไม่มีคนมาขโมยตัด จะกี่ไร่ก็ตาม ให้คูณราคาต้นไม้กับจำนวนต้นที่มี ซึ่งไม้แต่ละต้นราคาจะไม่เท่ากัน ไม้เนื้อแข็งและอายุมาก ย่อมมีราคาดี ส่วนไม้เนื้ออ่อนแม้ราคาไม่แพงเท่า แต่เป็นความต้องการของตลาดเฟอร์นิเจอร์ เพราะน้ำหนักเบา

กรณีมีไม้ 2,000 ต้น เฉลี่ยต้นละ 1 หมื่นบาท ขายยกล็อตจะมีรายได้เท่ากับ 20 ล้านบาท

กรณีมีไม้ 3,000 ต้น เฉลี่ยต้นละ 1 หมื่นบาท ขายยกล็อตจะมีรายได้เท่ากับ 30 ล้านบาท

กรณีมีไม้ 4,000 ต้น เฉลี่ยต้นละ 1 หมื่นบาท ขายยกล็อตจะมีรายได้เท่ากับ 40 ล้านบาท

กรณีมีไม้ 5,000 ต้น เฉลี่ยต้นละ 1 หมื่นบาท ขายยกล็อตจะมีรายได้เท่ากับ 50 ล้านบาท

กรณีมีไม้ 1 หมื่นต้น เฉลี่ยต้นละ 1 หมื่นบาท ขายยกล็อตจะมีรายได้เท่ากับ 100 ล้านบาท

คิดแบบพอเพียง ทำแบบพออยู่พอกิน มีเหลือก็แบ่งปันคนอื่น ถ้าเอา 2 หารรายได้จากการขายไม้ก็จะมีเงินไว้ใช้เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานอย่างสบายๆ ลูกจ้างที่ฝันหวังเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ (ไม่มีพอให้เก็บ) นี่เป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นจริงได้ ไม่ต้องคิดจะร่ำรวยอะไรมากมาย แต่นี่เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโลก มีอาหารปลอดภัยให้กินเองและขายให้คนอื่นได้กินด้วย

ขอบคุณที่มา https://greennews.agency/?p=14086

Loading...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here